#Freetimechallenge : ตอนจบ – ปรับแผนการเงินเสียใหม่

ครั้งนี้เราจะมาต่อกับการปรับแผนการเงินค่ะ เราจะมากำหนดเส้นทางของเงิน หลังจากได้รับเงินเดือนและการตั้งกฎการใช้เงินกัน รวมถึง Tips เล็กๆ น้อยๆ ที่เราจะออมได้มากขึ้นค่ะ

Step 3 : กำหนดเส้นทางของเงิน

หลังจากเงินเข้าในบัญชีเงินเดือน ทุกคนทำยังไงกันต่อคะ?

สิ่งที่ควรทำเมื่อได้เงินเดือนมา จันอยากแนะนำให้เพื่อนๆ รีบจัดการทันที จ่ายรายจ่ายประจำ จ่ายหนี้ จะตั้งโอนอัตโนมัติหรือโอนเองก็ได้ค่ะ ขอให้โยกเงินไปตามบัญชีต่างๆ ให้เสร็จก่อนเริ่มไปที่ตู้ ATM เพื่อกดตังค์มาใช้จ่ายค่ะ บัญชีแต่ละบัญชีควรมีจุดประสงค์ชัดเจนค่ะ (แนะนำให้ตั้งชื่อสมุดแต่ละเล่มด้วย เพื่อความบันเทิง เช่น สมุดเงินแสน สมุด 80 วันรอบโลก อะไรแบบนี้ค่ะ)

  1. บัญชีเงินเดือน : บัญชีออมทรัพย์ มีบัตรเอทีเอ็ม พ่วง Application อันนี้เรากำหนดอะไรไม่ได้มาก เพราะบริษัทที่ทำงานจะบอกว่าเราต้องใช้ธนาคารไหน
  2. บัญชีออมเงิน 1 : ฝากประจำเท่ากันทุกเดือนแบบไม่มีภาษีดอกเบี้ย (1 ปี 2 ปี) ก็จะออมดอกเบี้ยสูงหน่อย เป็นวิธีที่ดีในการฝึกนิสัยการออมค่ะ
  3. บัญชีออมเงินสำหรับใช้จ่าย (เพื่อออมทุกเดือนไว้จ่ายค่าอะไรสักอย่างที่ต้องจ่ายเป็นรายปี เช่น ค่าประกัน/เงินซื้อของชิ้นใหญ่ที่ต้องเก็บหลายเดือน) : บัญชีออมทรัพย์ปกติที่ไม่มีบัตร ATM และไม่พ่วงกับ Application เงินจำนวนนี้ถูกใช้ง่ายที่สุด ต้องหาวิธีเข้าถึงเงินยากๆ
  4. บัญชียื่น visa ท่องเที่ยว : ที่บ้านสอนให้ทำ เป็นการสร้าง statement เพื่อยื่นวีซ่า ใช้บัญชีออมทรัพย์ปกติ ไม่ทำบัตรและพ่วง Application เป็นบัญชีที่มีความเคลื่อนไหวของเงินสม่ำเสมอ จันใช้วิธีฝากเข้าจำนวนไม่มากทุกเดือนค่ะ เพราะเวลายื่นวีซ่า เขาจะพิจารณาเฉพาะเงินฝากออมทรัพย์เท่านั้น ถึงเรามีเงินฝากประจำเขาก็ไม่พิจารณา เลยมีตัวนี้ไว้ด้วยบัญชีนึง
  5. บัญชีเพื่อการลงทุน : ปกติจะแบ่งเอาโบนัสฝากไว้ที่นี่ค่ะ ถ้าช่วงไหนที่ RMF ลงก็เอาเงินก้อนนี้ไปซื้อ เป็นบัญชีออมทรัพย์ธรรมดา พ่วง Application ไว้ แต่ต้องห้ามใจดีๆ นะ จำนวนเงินเอาไปซื้อของได้ หมดได้เหมือนกัน

Step 4 : ตั้งกฎการซื้อของพร้อมกับจัดห้องไปด้วย

เวลา พื้นที่ และ เงิน เป็นสิ่งที่มีจำกัด ไม่ได้มีพอสำหรับทุกอย่าง เราต้องเลือกใช้ค่ะ ถ้าเราคิดว่าเราจะหาเงินให้ได้เยอะๆ เพื่อกว้านซื้อทุกอย่างที่เราต้องการ คำถามคือ เราจะมีเวลาพอจะได้ใช้ไหม จริงไหมคะ ดังนั้นเราต้องเลือกใช้เงินกับสิ่งที่เราเห็นว่าประโยชน์ต่อเราจริงๆ และลดกับสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ไป
 
การจัดห้องและการตั้งกฎไว้อย่างคร่าวๆ จะทำให้เราใช้จ่ายเงินได้ดีขึ้นค่ะ
4.1 การจัดห้องนำไปสู่การเลิกซื้อของบางอย่าง
เราจะรู้ได้ยังไงว่าเราควรลดการซื้อของแบบไหน นอกจากการทำบัญชีรายรับรายจ่ายแล้ว การจัดห้องเป็นอีกวิธีที่ได้กำไรแบบสองต่อ นอกจากห้องจะสะอาดแล้ว เราจะได้เห็นสิ่งของต่างๆ ที่เราซื้อมาทีละชิ้น แล้วจะพบว่าเรามีของประเภท…
(Credit : #PupeBNK48 จากแอพ iAm คุณพูเพ้ตอบเรียบร้อย ขอบพระคุณมากค่ะ) 
พอได้ตัดสินใจทิ้ง เราก็จะจำใส่ใจว่าจะไม่ซื้อของประเภทนี้มาอีก และทำให้เราสามารถตั้งกฎการซื้อของฉบับของเราได้ค่ะ
4.2 กฎเลิกเดินเล่น
เราควรเลิกไปตามร้านขายของ ห้าง และร้านสะดวกซื้อแบบไม่มีจุดมุ่งหมาย เพราะการเข้าร้านพวกนี้บ่อยๆ เราก็มักจะซื้อของติดมือกลับมา ดังนั้นถ้าไม่อยากเสียเงิน ไม่ควร “ไปเดินเล่น” จะดีกว่า หากิจกรรมที่ทำได้ในออฟฟิศหรือในบ้าน ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น
4.3 เลือกลงทุนในบางเรื่อง
ตามตำราเกี่ยวกับการบริหารเงิน มักจะแนะนำว่าควรซื้อของแบบนั้นแบบนี้ ส่วนตัว จันว่าเราควรเลือกสิ่งที่เราจะทุ่มทุนซื้อไว้สักสองสามอย่าง ของที่เราเลือกเองโดยไม่ต้องฟังเสียงคนอื่น ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมองยังไง เราควรลงทุนเพื่อให้สร้างประโยชน์กับตัวเรา เป็นของที่เราต้องการจริงๆ ใช้ได้เกิดประโยชน์จริง คุ้มจริง ควรเสียเงินกับเรื่องเหล่านี้ มากกว่าการซื้อของจิปาถะหรือการสร้างภาพไปเรื่อยเปื่อยค่ะ

4.4 ไม่ซื้อสิ่งที่ทำเองได้
นี่เป็นกฎส่วนตัวของจันค่ะ ถ้าอะไรที่ประดิษฐ์ใช้เองได้ก็จะไม่ซื้อ แต่จะลองทำเองขึ้นมา นอกจากจะประหยัดแล้ว เรายังได้วิชามากขึ้น ได้ใช้เวลาอยู่กับบ้านมากขึ้น พอใช้วิธีนี้ Skill หลายๆ อย่างก็งอกงามในตัวเราโดยธรรมชาติเลยล่ะ

Step 5 : ออมได้อีกนิด…

5.1 ใครที่เคยอ่านพวกเคล็ดลับการออมเงินมาบ้าง น่าจะเคยผ่านตาวิธีไม่ใช้เหรียญและการเก็บแบงค์ 50 บาทกันมาบ้าง จันใช้สองวิธีนี้ด้วยค่ะ จันซื้อของออนไลน์เยอะกว่า ดังนั้นวิธีนี้เลยไม่ได้ทำให้จันเดือดร้อนเท่าไหร่ ออมอีกสักนิดไม่เสียหายค่ะ

5.2 สายช็อปออนไลน์ ลองใช้ App : Shopback
Shopback ก็คือเหมือนเป็นแอพส่วนลดประเภทหนึ่ง ที่ให้เงินคืนเมื่อเราซื้อของกับร้านที่ร่วมโครงการค่ะ ในแอพฯ มีเว็บซื้อของออนไลน์ชื่อดังมากมาย สมมติเราซื้ออะไรไปก็จะได้เงินคืนมา 2-11% ใครชอบช็อปออนไลน์ ตัวนี้ก็เวิร์คอยู่นะคะ

5.3 อะไรที่รกบ้านก็ลองขายดู
จันลองขายหนังสือทันทีที่อ่านจบแล้ว แล้วก็รู้สึกว่า เอ้อ ก็ขายได้อยู่นะ ถึงเราจะไม่ได้กำไรเมื่อเทียบกับราคาซื้อ แต่ถ้าเทียบกับให้มันอยู่รกบ้านเฉยๆ ก็นับว่ามีกำไรนะ ใครที่ตัดใจทิ้งของไม่ลง Mentalist ไดโกะแนะนำในหนังสือของเขาว่า “ถ้าตัดใจทิ้งของไม่ได้ ให้ลองคิดว่าจะขายได้เท่าไหร่ดู มันจะทำให้คุณตัดใจได้ในทันทีเลยครับ”

ชีวิตแบบนี้… แฮปปี้จริงๆ ไหม

การอยู่ในกรอบเต็มไปหมดแบบนี้ จะมีความสุขหลงเหลืออยู่บ้างไหม? ไม่ว่าใครคงมีคำถามแบบนี้ แต่ถ้าลองคิดได้ว่า ตัวฉันเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น (เก็บตังค์)เก่งขึ้น พัฒนาขึ้นไปอีกด้วยวิถีชีวิตแบบนี้ การคิดแบบนี้จะทำให้เราเปลี่ยนเรื่องธรรมดาเป็นความท้าทาย และสนุกกับมันมากขึ้นค่ะ
ลองทำกันดูนะคะ !
*********************
ทั้งหมดเป็นการเขียนและวาดโดยจันเอง
ใครจะก๊อปไปไว้ไหน เครดิต www.nuchun.com ด้วยนะคะ
ขอบคุณค่ะ