[Trip to Japan] ตอนที่ 3 : เล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับวีซ่า และการวางแผนท่องเที่ยว

วันนี้จะมาต่อเกี่ยวกับการเตรียมตัวเดินทางไปญี่ปุ่นค่ะ

จริงๆ ช่วงที่จันเตรียมการนั้น จันเริ่มจัดแผนการท่องเที่ยวก่อน แล้วจึงขอวีซ่าเป็นลำดับสุดท้าย แต่ว่าถ้าตามลำดับแล้วควรขอวีซ่าเป็นอันดับแรกสุด เพราะหลายครั้งหลายคราที่คำขอวีซ่าถูกปฏิเสธ แต่ถ้าพูดตามตรงคือจันกับเพื่อนค่อนข้างมั่นใจ เพราะเราเคยไปญี่ปุ่นมาแล้วกับครอบครัวในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา เพื่อนเองยังอยู่ในสถานภาพนักศึกษา ส่วนจันก็ทำงานในบริษัทที่มั่นคง และมีเงินเก็บมากพอ เลยคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

สำหรับการเตรียมเอกสารต่างๆ และข้อกำหนดทั้งหลายดูได้ที่ VFS Global Website ค่ะ แต่ถ้าอยากอ่านแบบง่ายๆ ดูได้ที่บล๊อคของคุณเบลค่ะ (ถ้าเป็นไปได้อยากให้อ่านทั้งสองอย่างประกอบกันนะคะ เพราะบล๊อคของคุณเบลเขียนไว้เมื่อปี 2011 ตอนนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลง) ส่วนใครเป็นฟรีแลนซ์แนะนำรีวิวเกี่ยวกับการขอวีซ่าที่เว็บของคุณว่านน้ำเลยค่ะ

ก่อนตัดสินใจลาไปทำวีซ่า ถ้าไปในช่วงใกล้วันหยุดราชการ ไม่แน่ใจว่าทาง JVAC หยุดหรือเปล่า ให้เช็คในเว็บนี้ค่ะ

วิธีการไป JVAC อยู่ที่สีลมคอมเพล็กซ์ ไปทางรถไฟฟ้า BTS ลงสถานีศาลาแดงจะถึงหน้าตึกเลย ส่วนรถไฟฟ้าใต้ดินลงสถานีสีลม ตรงโรงแรมดุสิตฯ ค่ะ แล้วเดินมาทางสถานีรถไฟฟ้า เมื่ออยู่หน้าประตูที่จะทะลุสีลมคอมเพล็กซ์แล้วให้เดินลงบันไดมา ถ้าไปก่อนห้่างเปิด ไม่ต้องรอห้างเปิดนะคะ เพราะ JVAC อยู่ฝั่งอาคารสำนักงาน ไม่ใช่ฝั่งห้าง ให้เข้าทางประตูที่ติดกับร้าน BreadTalk อยู่ทางซ้ายของทางเข้าห้างสีลมคอมเพล็กซ์ (เป็นทางให้รถเข้า ออกจะมืดๆ นิดหน่อย) ขึ้นลิฟต์มาชั้น 15 (ใช้ลิฟต์ตัวในๆ นะคะ ถ้าลิฟต์ฝั่งนอกจะขึ้นไปถึงชั้น 11 แล้วขึ้นอีกทีชั้น 18 เลย)

จากประสบการณ์ที่ไปขอวีซ่าด้วยตัวเอง จันขอแนะนำดังนี้ค่ะ

1. ให้ไปแต่เช้า 8 โมงก่อนเปิดค่ะ เพื่อไปเอาคิว ไม่อย่างนั้นคนจะเยอะมาก (ขนาดจันไปถึงสักแปดโมงสิบหรือแปดโมงสิบห้า เคาท์เตอร์ยังไม่เปิด วันพุธ จันยังได้คิวที่ 40 เลยค่ะ !!) ถ้าไปขอกับเพื่อนให้ยื่นเคาท์เตอร์เดียวกันได้เลย ไม่ต้องขอบัตรคิวสองใบ

2. เตรียมเอกสารไปให้พร้อม อันไหนเอาเผื่อไปได้ก็เอาเผื่อไปก่อน (โดยเฉพาะพาสปอร์ตเล่มเก่า อาจต้องใช้) และที่นั่นมีเครื่องถ่ายเอกสารอยู่เครื่องเดียว คิดหน้าละ (หรือแผ่นละ ไม่แน่ใจค่ะ) 3 บาท ตู้ถ่ายรูปมีอยู่ 1 ตู้ แต่ไม่ได้ถามราคามา

3. ในกรณีที่ไปเยี่ยมเพื่อนหรือมีคนรู้จักอยู่ที่นู้น ต้องถามเพื่อนให้ดี ว่ายินดีรับรองและส่งจดหมายเชิญหรือไม่ หากไม่แน่ใจ ไม่ควรยื่นวีซ่าเป็นเยี่ยมเพื่อนค่ะ วีซ่าท่องเที่ยวจะขอได้ง่ายกว่า ไม่ยุ่งยากค่ะ (อ้อ เวลากรอกว่าไปท่องเที่ยวให้ใช้คำว่า Sightseeing นะคะ ทางสถานฑูตไม่ให้ใช้คำว่า Travel ค่ะ)

4. ถ้าจะขอวีซ่า Multiple (เดินทางกี่ครั้งก็ได้ใน 3 ปี ครั้งละไม่เกิน 90 วัน) จะต้องเขียนเหตุผลในการยื่นขอมาด้วย จันใช้กระทู้ของคุณ Seawalker @ Pantip เป็นตัวอย่างในการเขียนค่ะ แต่พอไปถึงหน้าเคาท์เตอร์จะมีใบกรอกเพิ่มเติม เป็นใบถามว่า ถ้าไม่ได้วีซ่า Multiple จะขอเป็น single แทนหรือไม่ และจะขอแบบมากกว่า 15 วันหรือเปล่า ถ้าใช่ให้เขียนเหตุผลในการขอ

5. เมื่อไปถึง JVAC ถ้ายังไม่ได้กรอกเอกสาร ให้กรอกก่อนรับบัตรคิว (พนักงานจะเชิญไปกรอกเอกสารก่อน)  ระบบของการขอวีซ่าคือรับบัตรคิว เมื่อถึงคิวก็ยื่นเอกสาร พนักงานจะตรวจเอกสาร เช็คเอกสารต่างๆ ทีละคน (ถ้าไปหลายคน) จากนั้นเก็บบัตรคิวไว้กลับไปรอเรียกคิวเพื่อชำระเงิน ซึ่งคิวในการชำระเงินนั้นจะไม่เรียงตามบัตรคิว ตัวเลขที่เรียกจะข้ามไปข้ามมา ดังนั้นขอให้ฟังเสียงเรียกและชำเลืองหน้าจอบอกคิวให้ดี อย่าคุยเพลิน ถ้าเรียกเลยไปแล้ว จะต้องขอบัตรคิวใหม่ค่ะ

6. สถานฑูตมีบริการส่ง Passport คืนทางไปรษณีย์ (อีเอ็มเอส) เสียค่าใช้จ่าย 140 บาท ถ้าใครไม่อยากไปรับคืนด้วยตัวเอง ก็ใช้บริการได้ค่ะ

7. ค่าวีซ่านั้นยังไม่ได้รวมค่าบริการ 535 บาทนะคะ และรับแต่เงินสดเท่านั้น ดังนั้นเตรียมเงินไปให้พอค่ะ (ถ้าวีซ่าถูกปฏิเสธจะได้รับเงินคืน)

8. เมื่อยื่นไปแล้ว เช็คความคืบหน้าคำร้องได้ที่ Track @ JVAC และตามความคืบหน้าได้ที่ Track and Trace ไปรษณีย์ โดยใช้ Acknowledgement NO. ตามใบที่เขาให้เรากลับมาค่ะ

ประมาณนี้ล่ะค่ะ สุดท้ายจันได้รับวีซ่า Multiple มาแล้วเรียบร้อย ไปยื่นวันที่ 10 เมษา ได้รับคืนวันที่ 17 เมษา รวมวันทำการแล้ว 5 วันค่ะ

เรามาต่อเรื่องการจัดโปรแกรมท่องเที่ยวกันบ้างนะคะ การหาข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่นนั้นหาได้ง่ายมาก ทางอินเทอร์เน็ตนั้นก็มีข้อมูลเกือบครบทุกสถานที่ หรือ หนังสือที่วางขายกันเกลื่อนกลาด แต่จันกับเพื่อนรู้สึกว่าการหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตนั้นหลากหลายเกินไป ดังนั้นเราจึงรื้อหนังสือท่องเที่ยวญี่ปุ่นในบ้านของตน ศึกษาสิ่งที่อยากไปจากหนังสือในมือ จากนั้นนัดพบกัน คุยกัน แล้วแลกหนังสือกันอ่านค่ะ

จันขออนุญาตแนะนำหนังสือที่จันชอบแล้วกันนะคะ

labelbox_20130404_231858

หนังสือ เที่ยวล่าสุด The Guide Book ของสำนักพิมพ์ THINKNET ราคาปก 375 บาท:

ข้อดี (เลิศ) ของหนังสือใหม่เล่มนี้คือบอกเกี่ยวกับการขึ้นลงรถไฟได้อย่างละเอียดยิบ ตั้งแต่ดูแผนที่รถไฟ การหาชานชาลา การเข้าช่องตรวจตั๋ว ประเภทของรถไฟและตั๋วที่ใช้ (แบบเหมาต่างๆ ทั้งหลาย) และแนะนำร้านชอป ชิม ชิลล์ และสถานที่ท่องเที่ยวที่ค่อนข้างแปลกใหม่ (ใหม่ขนาดมีโตเกียวสกายทรี ((ซ้ำยังบอกช่วงเวลาที่จะเหมาะจะถ่ายรูปสวยๆ ให้ด้วยนะ)) และแปลกขนาดร้านชุดโลลิต้าก็ยังมี) อีกทั้งระบุชัดเจนว่าต้องออกประตูไหน นับว่าสะดวกมากๆ สำหรับการเจาะเที่ยวโตเกียวโดยรถไฟ

labelbox_20130404_2254532013-04-04-21-31-34_deco

เล่มนี้เป็นเล่มโปรดแสนโปรดของเพื่อนจันค่ะ หนังสือ โตเกียวบุรี (Tokyoburi) โดยศิริพันธ์ เจนตระกูลเลิศ ราคาปก 255 บาท:

หนังสือท่องเที่ยวภาพประกอบน่ารัก กับมุมมองที่น่าสนใจ แทนที่หนังสือเล่มนี้จะบอกชื่อย่านให้เรางงเล่มเหมือนหนังสือเล่มอื่นๆ แต่เล่มนี้กลับชูจุดเด่นของย่านเป็นสารบัญ อย่างย่านแมว ย่านขนมหวาน ย่านก๊ง ย่านหนังสือ ฯลฯ เพียงแค่รู้ว่าเราสนใจอะไร ก็เริ่มต้นการหาสถานที่ท่องเที่ยวที่เหมาะสมได้อย่างง่ายดาย

2013-04-04-23-09-06_deco

หนังสือสำหรับคนหัวใจเด็ก Japan for Kids โดย อัญชลี ชัยวรพร สำนักพิมพ์วงกลม ราคาปก 245 บาท

เล่มนี้จันซื้อมาพร้อมเล่มเที่ยวล่าสุด น่าจะออกมาใกล้ๆ กันค่ะ จริงๆ หนังสือเล่มนี้เป็นไกด์บุ๊คที่พุ่งเป้าหมายไปที่คุณแม่ลูกเล็กที่จะพาเด็กๆ ไปตะลุยญี่ปุ่น มีเคล็ดลับมากมายตั้งแต่การซื้อตั๋วรถไฟสำหรับเด็ก และ สถานที่เที่ยวที่เด็กๆ ต้องหลงรัก แต่สิ่งที่น่าหลงใหลสำหรับหนังสือเล่มนี้ คือ สถานที่ท่องเที่ยวที่เลือกมานั้น นอกจากจะเป็นพวกสวนสนุกแล้ว ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวเกี่ยวกับการ์ตูนจำนวนมากค่ะ เช่น ศาลเจ้าลัคกี้สตาร์ พิพิธภัณฑ์โดราเอมอน สตูดิโอ ชินจัง พิพิธภัณฑ์ Gosho Aoyama (ผู้เขียนโคนัน) และยังมีพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำมาแนะนำด้วย เล่มนี้ผู้ใหญ่หัวใจเด็ก ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

2013-04-04-23-09-35_deco

หนังสือสัญชาติญี่ปุ่นแปลไทย : กิน ช้อป สะใจในโตเกียวกับสาวญี่ปุ่น สำนักพิมพ์เนชั่นบุ๊คส์ โดย Miki ITO แปลโดย ฐานิศรา เกียรติบารมี ราคาปก 175 บาท/รู้ไว้ก่อนใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่น ของ สสท โดย Miki ITO แปลโดย ทัศนีย์ เมธาพิสิฐ ราคาปก 260 บาท

หนังสือสองเล่มนี้เป็นหนังสือภาพวาดตลอดเล่ม เล่มซ้ายจะแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในโตเกียวที่ไปได้โดยรถไฟใต้ดิน หลักๆ เน้นของกินและของที่ระลึกเป็นส่วนใหญ่ เสน่ห์ของหนังสือเล่มนี้คือภาพวาดที่เน้นไปทางสิ่งของมากกว่าสถานที่ ทำให้เราวางแผนการช้อปได้ง่าย (แต่ไม่บอกราคานะคะ) ส่วนเล่มขวานั้นเหมาะเป็นคู่มือสำหรับคนที่จะย้ายไปอยู่ถาวร ประมาณว่าถ้าต้องสังคมกับคนญี่ปุ่น เล่มนี้เป็นสิ่งที่คุณต้องหามาอ่านให้ได้ เพราะมีตั้งแต่การทักทาย การจับตะเกียบ หรือแม้แต่เวลาที่ควรมาถึงเมื่อนัดพบกัน แต่ถ้าเป็นนักท่องเที่ยวอย่างเราอาจไม่จำเป็นนัก นอกจากบทที่เกี่ยวกับมารยาทการใช้รถไฟ และ มารยาทในการกิน ซึ่งส่วนใหญ่ก็แนะนำไว้ในคู่มือท่องเที่ยวต่างๆ อยู่แล้ว

1364882437955

หนังสือ OK GO Tokyo ART&DESIGN&CULTURE โดย พยูณ วรชนะนันท์ และ ภาคภูมิ ลมูลพันธ์ “เที่ยวโตเกียว มองโตเกียว แบบคนอยู่โตเกียว”

หนังสือที่ออกมา 4-5 ปีแล้วเล่มนี้ ก็ยังเป็นหนังสือที่น่าสนใจสำหรับคนที่ชอบเกี่ยวกับศิลปะ สถาปัตยกรรม และ คนที่ชอบของจุ๊กจิ๊กน่ารัก แต่ไม่ชอบของแพงทั้งหลาย ในเล่มมีแนะนำพิพิธภัณฑ์ศิลปะจำนวนมากให้เลือกชม ส่วนใหญ่จะเน้นไปทางศิลปะสมัยใหม่ซะมาก แต่ก็น่าสนใจ ส่วนร้านที่เขาแนะนำก็มีตั้งแต่ร้านกล้องโลโม้ ร้านขายหนังสือดีไซน์เก่าและใหม่ ร้านขายอุปกรณ์ศิลปะ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ค่อยได้เห็นมากนักในหนังสือไกด์บุ๊คเล่มอื่นๆ

เขียนเสียยาว เดี๋ยวขอยกยอดไปครั้งหน้า จะมาเล่าเรื่อง 1 วันกับการวางแผนเที่ยวให้เพื่อนๆ ฟังกันนะคะ

*********************
ทั้งหมดเป็นการเขียนและวาดโดยจันเองใครจะก๊อปไปไว้ไหน
เครดิต www.nuchun.com ด้วยนะคะ
ขอบคุณค่า