ทริปโตเกียวนอกตำรา ตอนที่ 1 : การเดินทางไปโตเกียวอีกสักครั้ง

“โตเกียว” ได้ยินชื่อนี้ ทุกคนคงจะนึกถึงอะไรที่แตกต่างกันไป อาจเป็นอาหารรสเลิศ ย่านช็อปปิ้งอินเทรนด์ สาวๆ หน้าตาน่ารัก การ์ตูนที่เคยดูทางทีวี ร้านสะดวกซื้อที่เดินไปตรงไหนก็น่าลิ้มลอง เชื่อว่าจะต้องมีหลายสิ่งหลายอย่างผุดขึ้นมาในหัวของทุกคนแน่ๆ ผู้คนจึงเดินทางไปสถานที่แห่งนี้ด้วยความคาดหวังต่างๆ กัน

การเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นจากเพื่อนสนิทของจันอยากไปอีเวนท์ดาราญี่ปุ่นคนหนึ่ง แล้วประจวบเหมาะกับที่ Plan จะไปเที่ยวของที่บ้านจันยกเลิกพอดี ก็เลยตกปากรับคำไปโตเกียวกันในช่วงวันที่ 28 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ร้อนที่สุดของปีค่ะ ทริปนี้เป็นทริปไฟไหม้ที่สุดเท่าที่เคยไปมา เรามีเวลาเตรียมตัวกันประมาณ 1 เดือนนิดๆ เองค่ะ
 
ก่อนการเดินทาง มีข่าวเกี่ยวกับภัยพิบัติเข้ามาไม่ขาดสายเลยค่ะ น้ำท่วมใหญ่เอย ดินถล่มเอย พายุไต้ฝุ่นเอย แถมยังมีข่าวผู้เสียชีวิตจากอากาศร้อนจัด ประโคมกันรัวๆ จนที่บ้านใจคอไม่ดี ห้ามไม่ให้ไป แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรหยุดเราได้ค่ะ ! (พอเป็นเรื่องเที่ยวล่ะ มุ่งมั่นเชียวนะ ฮ่าๆ)

เสน่ห์ของหน้าร้อน

หลายๆ คนอาจไม่เคยคิดอยากไปญี่ปุ่นในหน้าร้อนสักเท่าไหร่นัก อย่างว่า การหนีร้อนไปเจอที่ร้อนพอๆ กันคงเป็นเรื่องที่ทำใจลำบากอยู่ไม่น้อยเลยนะคะ แต่ว่าท้องฟ้าสดใสในยามกลางวัน เสียงจั๊กจั่นดังเซ็งแซ่ กระดิ่งลมกรุ้งกริ้ง ภาพสาวๆ หนุ่มๆ ใส่ชุดยูกาตะ ควงคู่กันดูดอกไม้ไฟ (แถมสาวๆ แต่งตัวแต่งหน้ามาแบบน่ารักกำลังสิบ > < อยากถ่ายรูปมาให้ดู แต่กลัวรบกวนเขา) สมรภูมิการลดราคาที่ร้อนระอุยิ่งกว่าอากาศ เพื่อนๆ จะได้เห็นสาวๆ ตามร้านขายเสื้อผ้า หน้าตาน่ารักออกมาตะโกน \\ TIME SALE // เหมือนตามตลาดสด  หรืออีเวนท์ที่เกี่ยวกับปลาทองและดอกไม้ไฟทั้งหลาย ก็คงไม่มีให้ดูในช่วงอื่น นอกจากหน้าร้อนเท่านั้น ลองหาคนคอเดียวกัน แล้วจับมือกันไปดูสีสันของญี่ปุ่นตอนหน้าร้อนดูสักครั้งนะคะ!

ร้อนญี่ปุ่น ร้อนแค่ไหน?

ร้อนมากกกกกกกกกก… จนไม่รู้จะอธิบายออกมายังไงดี ร้อนของยุโรปคือร้อนเมื่อออกแดดและหนาวเมื่อหลบแดด แต่ความร้อนของญี่ปุ่นคือมันร้อนแบบแห้งๆ ร้อนที่ปราศจากความชื้น รู้สึกเหมือนอยู่หน้าเตาอบร้อนๆ มีลมบ้างแล้วแต่บุญแต่กรรม บางที่คือร้อนทะลุพื้นรองเท้าขึ้นมาเลย

การจองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และการเดินทางต่างๆ 

ครั้งนี้เรื่องการจองตั๋วและที่พักเนี่ย ถึงจะช่วยกันหา แต่คนที่แนะนำว่าต้องซื้ออันนี้ ทำเลนี้ดี ราคานี้โอเค ยกเครดิตให้เพื่อนร่วมทางเลยค่ะ ที่พวกเราจองกันมาล่วงหน้า นอกจากตั๋วเครื่องบินแล้ว ก็จะมี

  • ตั๋ว Tokyo Metro แบบ 72 ชั่วโมงและ 48 ชั่วโมง ซื้อกับ KLOOK
  • Airport Limousine จากสนามบินนาริตะไปโรงแรมในตัวเมือง ซื้อกับ KLOOK เช่นกัน

พอถึงสนามบินนาริตะก็หาเคาท์เตอร์ของ H.I.S เพื่อเอาข้อมูลการซื้อไปแลกเป็น Coupon และบัตรรถไฟค่ะ ราคาคิดแล้วไม่ได้ต่างอะไรมาก แต่ก็สะดวกดีนะ

เงิน เงิน เงิน

หลังจากที่ละล้าละลังกับการแลกเงิน ว่าเงินลงเมื่อไหร่ถึงควรจะแลกดี ก็ตกลงกับตัวเองว่า จะแลกเมื่อค่าเงินน้อยกว่า 30 บาท (เรท 0.3 บาท) ก็ตัดสินใจแลกไปเลย จันแลกไปประมาณ 35,000 บาทได้ค่ะ (แต่ ณ ตอนที่เขียนน่าแลกมากเลยนะคะ เรท 0.28 เอง > <)

Airport Limousine

ครั้งก่อนที่จันเดินทางมากับเพื่อนอีกคน จันนั่งรถไฟและหอบกระเป๋าเข้าเมืองเองค่ะ แต่ครั้งนี้เพื่อนร่วมทางแนะนำให้ใช้ Airport Limousine นั่งตรงจากสนามบินนาริตะมายัง Roppongi-Akasaka มาลงโรงแรมหรู ไม่ไกลจากที่พักชื่อ The Capitol Hotel Tokyu

 

คูปองที่ซื้อมา เขาจะเรียกว่า Multi-voucher ซึ่งเพื่อนๆ ใช้ได้หลายแบบ เช่น จะใช้แบบไปกลับสำหรับสองคนก็ได้ หรือใช้ขาเดียวสำหรับสี่คนก็ได้เหมือนกันค่ะ ตอนขากลับงงๆ นิดนึงเรื่องการจอง เพราะในคูปองระบุว่าให้จองล่วงหน้า แต่ไปหลายๆ ที่แล้วโดนปฏิเสธกลับมา ทั้งที่ชินจูกุและที่สถานีโตเกียว เขาบอกให้โทรไปจอง แต่สุดท้ายแล้ว สรุปว่าให้ไปจองที่สถานที่ที่เราจะขึ้นรถก่อนล่วงหน้า 1 วัน หรือจองผ่านทางเว็บไซต์ของ Airport Limousine พอถึงวันที่เราจะกลับ ให้ไปคอนเฟิร์มกับเจ้าหน้าที่ล่วงหน้า 15 นาทีค่ะ

การเดินทางจากสนามบินนาริตะเข้าสู่ตัวเมืองใช้เวลาราวๆ ชั่วโมงครึ่งค่ะ สิ่งที่ดีสุดๆ เลยคือรถบัสใช้เส้นทางเพื่อเข้าเมืองมายังที่พักของจัน มันผ่านจุดไฮไลท์ของโตเกียวหลายจุดเลยค่ะ เช่น Odaiba ข้าม Rainbow Bridge เห็น Tokyo Tower Tokyo Skytree เหมือนได้เที่ยวชมเมืองไปในตัวด้วยค่ะ

ปล. ในรถบัสมีที่เสียบปลั๊กแบน ใช้เสียบไฟได้นะคะ

Akasaka พักย่านนี้ไปไหนก็สะดวก

Akasaka district, Tokyo

ครั้งนี้จันมาพักในย่านที่ชื่อ Akasaka ค่ะ เป็นย่านที่เดินแล้วรู้สึกว่าต้องเดินขึ้นเขาตลอดเวลา ฮ่าๆ ว่ากันว่าเป็นหรูแห่งหนึ่งของโตเกียว ที่นี่มีสำนักงานสถานีโทรทัศน์ TBS และโรงละคร ACT ตั้งอยู่นอกจากนี้ยังใกล้กับย่าน Nagatacho ที่มีอาคารสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในตอนเช้าจะเป็นบรรยากาศแบบออฟฟิศ ถ้าไปที่รถไฟตอนเช้าหน่อย รถไฟก็จะแน่นเอามากๆ ส่วนตอนกลางคืนก็จะเป็นย่านกลางคืนที่มีร้านอาหาร ร้านเหล้า อิซากายะเปิดค่ะ 

Akasaka Station

ที่บอกว่าย่านนี้ไปไหนก็สะดวกนั้น เพราะว่า ย่าน Akasaka มีสถานีรถไฟใต้ดินหลายสถานีให้เลือกใช้ จะลงสถานี Akasaka ก็ได้ (ตรงอาคาร TBS) ลงสถานี Tameike-Sanno ก็ได้ (สถานีใกล้โรงแรม Capitol Tokyu ที่ลงรถบัส) หรือถ้าจะอยากเดินไกลๆ กินบรรยากาศร้านอาหารยามค่ำคืนก่อนกลับ ก็ขึ้นสถานี Akasaka-Mitsuke ก็ได้ ซึ่งรถไฟทั้งสาย Ginza Line และ Marunouchi Line วิ่งผ่าน ดังนั้นไม่ว่าจะไปชินจูกุ ชิบุยะ อาซากุซะ และอื่นๆ ก็ไปได้ครบเลย ไม่ต้องต่อรถไฟใดๆ ทั้งสิ้น ถ้ายังไม่ครบที่อยากไปก็ไปลงสถานี Nagatacho ก็จะมีรถไฟอีกสามสายคือ Tozai Line, Hanzomon Line และ Yurakucho Line ให้ใช้ได้ด้วย

ในบริเวณสถานี Akasaka-Mitsuke นี้มี Bic Camera ใหญ่ด้วยค่ะ พวกร้านสะดวกซื้อและซุปเปอร์ อย่าง Natural Lawson, Family Mart, 7-eleven ก็มีอยู่ไม่ไกลค่ะ มีซุปเปอร์มาร์เก็ตชื่อ Ville Market ขายทั้งของสด ของปรุงสำเร็จด้วย (แต่ที่นี่ปิด 4 ทุ่มนะ) จะไปเตร็ดเตร่ดึกแค่ไหน ก็กลับมาฝากท้องแถวๆ โรงแรมได้สบายๆ ค่ะ

Henn na Hotel โรงแรมขายความแปลก

เพื่อนจันเลือกโรงแรมที่ชื่อ Henn na Hotel (แปลตรงตัวว่า “โรงแรมแปลก”) โรงแรมนี้ Grand Opening เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2018 หรือก็คือ ก่อนหน้าที่จันจะไปเยือน 9 วันถ้วน ก็ยังมีอะไรหลายๆ อย่างที่ยังไม่เรียบร้อยอยู่ค่ะ เช่น กระเบื้องตรงทางเดินไปห้องน้ำจาก Reception ก็ยังปูไม่เสร็จเลย ตอนที่จันไปถึง แต่ภายในห้องก็ถือว่าโอเคค่ะ

เนื่องจากเป็นช่วงโปรโมชั่นโรงแรมเปิดใหม่พอดี จันกับเพื่อนจอง 1 ห้อง สองเตียงนอน 5 คืน ผ่านทาง Expedia ซึ่งลดอยู่แล้ว 27% ใช้ร่วมกับเครดิตการ์ดของ JCB ลดอีก 20% (เมื่อจองโรงแรมในญี่ปุ่น) ค่าที่พักเบ็ดเสร็จ 5 คืน อยู่ที่คนละประมาณ 2,500 บาทค่ะ

โรงแรมเขาขายความแปลกสมชื่อ ตรงที่เขาใช้ Receptionist เป็นหุ่นยนต์ค่ะ (แถมแปลกกว่าตรงที่หน้าตาหญิงชายเหมือนกันยังกะแกะ) จริงๆ คุณหุ่นยนต์ก็ไม่ได้อยู่ๆ จะลุกขึ้นมาเต้นหรืออะไรแบบนั้นหรอกนะคะ แต่ว่าเวลาที่เราเช็คอินด้วยตัวเอง เจ้าหุ่นยนต์ก็จะเหมือนเป็นลำโพงสื่อสารกับเราแบบ “ทำการเรียบร้อย ขอบคุณค่ะ” ประมาณนี้ (แต่เหมือนจำได้แต่เสียงภาษาญี่ปุ่นแฮะ) อ้อ แต่หุ่นยนต์ก็หันไปหันมา กระพริบตา ปากขยับได้อยู่นะคะ เพียงแต่ถ้าไม่ได้ทำอะไรกับเครื่องคอมพิวเตอร์ข้างหน้า ก็เหมือนเจ้าหุ่นยนต์จะไม่มีปฏิกิริยาอะไรกับเราเลย ที่อื่นเขาจะมีเป็นหุ่นยนต์ไดโนเสาร์ด้วยนะ ก็ขำๆ ไปเป็น Gimmick ค่ะ

ถ้าเข้ามาก่อนเวลาเช็คอิน สามารถฝากกระเป๋าได้ตรงล็อคเกอร์หน้าโรงแรม 1 ครั้ง / 1 ล็อคเกอร์ ราคา 100 เยนค่ะ แต่ถ้ากระเป๋าใบใหญ่เกิน เข้าไปไม่ได้ ให้ไปที่ชั้น Reception โทรหาพนักงานโรงแรม (มีโทรศัพท๋ตั้งอยู่หน้า Reception ค่ะ) แล้วเขายินดีรับฝากสัมภาระของเรากี่ชิ้นก็ได้ในราคา 300 เยนค่ะ นอกจากนี้ยังสามารถให้ส่งพัสดุไปรษณีย์เข้ามาที่นี่ได้ก่อนเช็คอิน ทางโรงแรมยินดีรับพัสดุไว้ให้โดยไม่เสียตังค์ค่ะ (ช็อปล่วงหน้าได้รัวๆ)

Credit : expedia.co.th

รูปห้องจันลืมถ่ายมาล่ะ จริงๆ ห้อง Standard Twin Bed เป็นแบบนี้เลยค่ะ เขาจัดเตียงทางขวามืออยู่ชิดผนังเลยค่ะ ส่วนทางเดินระหว่างเตียงและหน้าทีวีกว้างประมาณ 30 ซม. เห็นจะได้ มีโซฟาสีส้มแบบนี้ให้ ตู้เย็นเล็ก แล้วก็ห้องน้ำที่มีอ่างอาบน้ำกับชักโครกอยู่หน้าประตูทางเข้าห้องค่ะ

Credit : expedia.co.th

ข้อดีของโรงแรมนี้ นอกจากจะเดินทางสะดวกแล้ว ที่นี่เขามีสมาร์ทโฟนให้ในห้อง เพื่อนๆ สามารถเอาไว้ใช้ไปเที่ยวได้เลย สามารถโทรในญี่ปุ่นได้ เล่นเน็ทได้ จะได้ประหยัดแบตมือถือของเราไว้ได้ค่ะ นอกจากนี้ยังสามารถโทรหา Front ได้ในกรณีฉุกเฉินด้วยนะ

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องพูดถึงคือ ทีวีจอใหญ่มากค่ะ ชอบจัง ทีวีดิจิตอลที่ญี่ปุ่นภาพใสมากๆ เลยล่ะค่ะ ดูละครเรื่อง Good Doctor ญี่ปุ่นถ่ายทอด Real Time แล้ว มีความสุขมากๆ เลยล่ะ (ติดตามตั้งแต่ก่อนไป)

การเตรียมตัวไปญี่ปุ่นและเลือกโรงแรมก็เป็นประมาณนี้ค่ะ ในปี 2019 นี้ก็จะยังมีโรงแรมเปิดใหม่อีกเป็นจำนวนมาก เพื่อต้อนรับการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกในปี 2020 ย่าน Akasaka ที่ชื่อไม่ค่อยคุ้นหูคนไทยเท่าไหร่นัก ก็เป็นตัวเลือกที่ดีอีกตัวเลือกหนึ่งสำหรับการไปเที่ยวด้วยตนเองโดยรถไฟค่ะ

แล้วพบกันใหม่ตอนหน้ากับการเที่ยวอีเวนท์ต่างๆ ในหน้าร้อนค่ะ !

*********************
ทั้งหมดเป็นการเขียนและวาดโดยจันเอง
ใครจะก๊อปไปไว้ไหน เครดิต www.nuchun.com ด้วยนะคะ
ขอบคุณค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *